คำแนะนำด้านอาชีพ | 22 January 2026

5 วิธีรับมือ Imposter Syndrome หรือความรู้สึก “เก่งไม่พอ” ของเด็กจบใหม่

เคยไหม? พึ่งเริ่มทำงานได้ไม่นาน แต่กลับมีความคิดแว๊บเข้ามาในหัวว่า “เรามาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง?” “เราหลอกเขาหรือเปล่าว่าเราเก่ง?” หรือแม้แต่ตอนที่ได้รับคำชม ก็ยังแอบคิดลึกๆ ในใจว่า “ความสำเร็จทั้งหมดได้มาจากความโชคดี เราไม่ได้เก่งจริงๆ หรอก” 

ความกังวลว่าเราเก่งไม่พอ ไม่ได้หมายความว่าเราไม่คู่ควรกับตรงนี้ แต่มันคือพื้นที่ทับซ้อนระหว่าง 'ความสำเร็จที่ทำได้' กับ 'ความถ่อมตัวที่สูงเกินไป' จนเรามองข้ามความเก่งของตัวเอง ที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยที่สุดในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต โดยเฉพาะกับ “เด็กจบใหม่”

ทำไมเด็กจบใหม่ถึงรู้สึกเก่งไม่พอ?

สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เด็กจบใหม่รู้สึกเก่งไม่พอมาจากการที่เราต้องก้าวออกจาก Comfort Zone จากรั้วมหาวิทยาลัยเข้าสู่โลกการทำงานจริง เจอสังคมใหม่ๆ เจอเพื่อนร่วมงานที่มีประสบการณ์ และความรับผิดชอบที่ไม่เหมือนเดิม การเป็น "ปลาเล็กในบ่อใหญ่" เลยทำให้เด็กจบใหม่อดไม่ได้ที่จะประเมินตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง และกลัวว่าใครจะจับได้ว่าเราไม่รู้จริง

5 วิธีรับมือกับ Imposter Syndrome หรือความรู้สึกเก่งไม่พอ

1. เปลี่ยน Mindset จากต้อง Perfect เป็น “Learning”

เด็กจบใหม่หลายคนกดดันตัวเองว่าต้องทำงานออกมาสมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก แต่ในความเป็นจริง "ไม่มีใครเก่งตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน" อยากลองเปลี่ยนมุมมองและยอมรับว่าการที่เราไม่รู้ในบางเรื่อง ไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่ง แต่มันคือโอกาสที่จะได้พัฒนา

2. เขียน Small Success Journal

ในแต่ละวัน เรามักจะจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เราทำพลาด ลองเปลี่ยนมาจด “Small Wins” ในแต่ละวันดู เช่น วันนี้ตอบอีเมลลูกค้าได้เคลียร์ วันนี้ได้ลองใช้สูตร Excel ใหม่ หรือวันนี้ได้รับคำชมเรื่องความตั้งใจ สิ่งเหล่านี้จะเป็นหลักฐานชั้นดีที่ยืนยันกับตัวเราเองว่า “เราพัฒนาขึ้นในทุกๆ วันนะ”

 


3. หยุดเทียบ Chapter 1 ของตัวเอง กับ Chapter 10 ของคนอื่น

การไถฟีดโซเชียลแล้วเห็นรุ่นพี่ หรือเพื่อนดูประสบความสำเร็จ อาจทำให้เรานอยด์ได้ แต่อย่าลืมว่าใครๆ ก็โพสต์โซเชียลในด้านที่อยากให้คนอื่นเห็นทั้งนั้น เขาก็เคยผ่านจุดที่เรายืนอยู่ตอนนี้มาก่อนแต่เพียงแค่ไม่ได้โพสต์ลงโซเชียลให้ใครได้เห็น เชื่ออย่างยิ่งว่าเพื่อนๆเด็กจบใหม่ทุกคนมี Timeline ของตัวเอง การเอาบรรทัดฐานของคนที่ทำงานมา 5 ปี มาเทียบกับตัวเราที่เป็นเด็กจบใหม่พึ่งเริ่มได้ 5 เดือน เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมต่อตัวเองสักเท่าไหร่

 

 

4. ฝึกรับคำชมให้เป็น หยุดปฏิเสธความเก่งของตัวเอง

เวลาใครชมว่า "ทำดีมากเลยนะ" “เก่งมากเลยนะ” แทนที่จะตอบว่า "ไม่หรอก ฟลุ๊คเฉยๆ" ให้ลองเปลี่ยนเป็นพูดว่า "ขอบคุณมากเลย ดีใจที่ชอบงานนี้นะ" การตอบรับคำชมเป็นการฝึกสมองให้ยอมรับความจริงว่าเรามีความสามารถ และความสำเร็จนั้นเกิดขึ้นจากความพยายามของเราจริงๆ ไม่ใช่เรื่องฟลุ๊ค

5. We are not alone หาคนแชร์ความรู้สึกด้วย

เชื่อไหมว่า พี่ๆ ระดับ Manager หรือแม้แต่ CEO บางคนก็ยังรู้สึกเก่งไม่พอแบบนี้ ลองหาเพื่อนสนิท รุ่นพี่ที่ไว้ใจ หรือ Mentor เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความกังวลใจของเราดู การได้ระบายและได้รับฟังว่าคนอื่นก็เคยรู้สึกเก่งไม่พอเหมือนกัน จะช่วยให้ความกังวลนั้นเบาลง และทำให้เราเห็นภาพกว้างขึ้นว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ชีวิตที่เจอ

Imposter Syndrome คือ “สัญญาณของการเติบโต”

สุดท้ายนี้ อยากบอกกับเพื่อนๆ ที่จบใหม่ทุกคนว่า การที่คุณรู้สึกว่าตัวเองเก่งไม่พอ นั่นเป็นเพราะคุณกำลังพยายามทำในสิ่งใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิมอยู่ ทุกอย่างจะดูยากเสมอเมื่อชีวิตกำลังก้าวไปอีกขั้น เพราะถ้ารู้สึกว่ามันง่ายแสดงว่าเรากำลังอยู่ที่เดิม

ความรู้สึกนี้ไม่ใช่สัญญาณของความล้มเหลว แต่มันคือสัญญาณของการเติบโตที่เด็กจบใหม่หลายๆ คนต้องเจอ หากอยู่เฉยๆ ในจุดเดิมที่คุ้นเคย เราจะไม่มีวันรู้สึกแบบนี้เลย ดังนั้น จงโอบรับความไม่มั่นใจนั้นไว้ แล้วก้าวต่อไปในแบบที่เป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด

อย่าให้ความรู้สึก 'เก่งไม่พอ' มาหยุดคุณจากการคว้าโอกาสที่คู่ควร ออกไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ และพิสูจน์ความสามารถของคุณในพื้นที่ที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน

เริ่มก้าวแรกสู่อนาคตที่คุณเลือกเองได้ที่ https://www.workventure.com/en
 

close
ลงทะเบียนกับ WorkVenture เพื่อค้นหางานใหม่ล่าสุดและอ่านรีวิวบริษัทจากผู้ทำงานจริง